Ruay97

‘เที่ยวเทศกาลขนหัวลุก’ จัดให้สายมู ท้าพิสูจน์ความสยอง

จบไปแล้วกับเทศกาลขนหัวลุก มักกะสัน 2565 ณ โรงงานรถไฟมักกะสัน ที่จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) 3 วันจุกๆ ตั้งแต่ 27-29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นครั้งแรก เพื่อปลุกกระแสการท่องเที่ยวแห่งศรัทธา ภายใต้โครงการ ศรัทธา Marketing ซึ่งตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเส้นทางประวัติศาสตร์ มีความลี้ลับซ้อนอยู่ หรือชอบพิสูจน์สิ่งที่มองเห็น มีความอยากรู้อยากลอง และมีซุ้มสำหรับสายมูแบบจัดเต็ม เพราะพื้นที่แห่งนี้มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี

ใครที่พลาด เราจะขอเอาบรรยากาศในวันงานมาเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากการเดินทางที่ไปง่ายมีรถสองแถวรับส่งฟรี อยู่ตรงทางออก1 สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน หรือสามารถลงที่สถานีรถไฟฟ้าราชปรารภ แล้วเดินเท้าต่อเข้ามาได้ เรามาถึงงานประมาณ 5 โมงเย็น ท้องฟ้ายังใสแจ๋ว ก่อนเข้างานมีจุดทางเข้ามีการตรวจคัดกรองเพื่อความสบายใจ ยอมรับตามตรงเลยว่าเพิ่งเคยเดินทางมาที่โรงงานรถไฟมักกะสัน รถไฟที่ปลดประจำการถูกสีน้ำตาลของสนิมแทนที่สีเดิม โครงเหล็กยังดูแข็งแรง ตั้งเรียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยว ทางเข้างานยังมีคาเฟ่ DOUB/E S/ASH บนรถไฟติดแอร์ให้ได้พักดื่ม ถ่ายรูกชิคๆด้วย

เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ล้าลับขอบฟ้า ความมืดได้ดูงดูดให้ผู้คนเริ่มถยอยเดินทางเข้าร่วมงานเรื่อยๆ ซึ่งพื้นที่ของโรงงานรถไฟมักกะสัน ได้ถูกจัดโซนไว้อย่างน่าสนใจรวม 9 สาย ได้แก่ สายบูชา สายมู สายอาสา สายเพลิน สายบุญ สายสยอง สายกิน สายพิเศษ และสายย่อ รอช้าอยู่ใยเริ่มไปกันที่จุดแรก สายกิน กินให้อิ่มเพราะเราตะต้องตะลุยอีกตั้ง 8 สาย ความน่าสนใจจนเราต้องเลี้ยงเข้าไปดูคือ ลูกชิ้นยันต์ ลูกชิ้นก้อนโตถูกประทับด้วยยันต์นะฤาชา ลวกในหม้อต้มลงยันต์มงคล นะโภคทรัพย์ ยันต์จัตตุโร ยันต์เศรษฐี จากอาจารย์นายช่าง ชิษณุพงศ์ มนตร์ธรณีสาร เจ้าของสำนักสักยันต์ชื่อดัง ซื้อเสร็จก็พรมน้ำมนต์เสริมมงคลกันไป

ตรงลานใต้ทางด่วนถูกจัดแบ่งเป็นพื้นที่ของสายบูชา ชมนิทรรศการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของไทย 5 ภูมิภาค ขอพรท้าวเวสวัณ หรือท้าวเวสสุวรรณ ที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้มีความศรัทธาในตอนนี้ ยังมีพญานาค สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาแต่โบราณ แม่ย่านางเรือ ด้วยความเชื่อที่มีไว้เพื่อปกปักรักษาต้นไม้และป่า นอกจากนี้ยังมีซุ้มจำหน่ายพระเครื่อง รูปหล่อพระพิฆเนศ ไอ้ไข่ และอื่นๆครบทุกศาสตร์เลยทีเดียว ส่วนเวทีกลางก็เป็นเงพื้นที่ของสายย่อ ซึ่งตลอด 3 คืนจะมีการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดัง ต่อด้วยพื้นที่เล็กๆ ของสายมู กับกิจกรรมดูดวงไพ่ยิปซีกับหมอดูชื่อดัง หมอนก ดูดวงไปกับQ หมอวิม ดูดวงกับพี่เสือ และหมอบิ๊ก หมอดูสำรับไพ่แบบฝรั่งเศส

บริเวณด้านข้างเวทีเป็นพื้นที่ของอาคารคลังพัสดุโรงงานที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดดเด่น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2465 ปัจจุบันอาคารหลังนี้ใช้เป็นอาคารคลังพัสดุและได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2549 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

เดินต่อที่ไฮไลท์ของงานกับสายพิเศษ ชมรถไฟกรู SRT PRESTIGE ที่มีลักษณะต่างจากรถไฟทั่วไป คือ มีห้องประชุม ห้องนอน ห้องอาหารหรือรถเสบียง แบ่งเป็น ครัวร้อน และครัวเย็น และโรงเก็บหัวรถจักรไฟฟ้าสำคัญที่มีอายุกว่า 100 ปี ดูมีความคลาสสิค มากๆ เพราะผลิตโดยบริษัทต่างชาติ อาทิ รถจักรไอน้ำ 165(เท็นวิชเลอร์) มีการใช้งานในปี 2458 เลิกใช้งานปี 2510 รถจักรไอน้ำ 278(แปซิฟิก) ใช้งานปี 2471 เลิกใช้งายปี 2511 รถจักรไอน้ำ 54(ซิกส์คัพเปลอร์) ใช้งานปี2454 เลิกใช้ปี 2508 และดูทันสมัยขึ้นมาหน่อยก็เหมือนจะเป็นรถจักรดีเซลไฟฟ้า 537(ดาเวนปอร์ต 500 แรงม้า) สีน้ำคาดเหลืองตู้นี้

มาต่อที่สายอาสา พื้นที่ทำกิจกรรมโดยมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์และมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่สายมูก็สามารถมาเช็คดวง ปรับฮวงจุ้ยกันได้ และสนุกสนานไปกับสายเพลิน เพราะทางงานได้เนรมิตรงานวัดแบบดั้งเดิม มีเครื่องเล่นชิงช้าสวรรค์ ยิงปืน ปาลูกโป่ง และของกินจำหน่ายให้อิ่มท้อง

ไฟที่เปิดตามทางเดินสลัวๆ กับลมพัดเบาๆ เสียงซาวด์ประกอบฟังแล้วขนลุกขนซู่ทันที นั้นคือจุดหมายที่เรากำลังจะเข้าไปคือ สายบุญและสายสยอง เราขอเรียกบริเวณนั้นว่า ศาลาหลวงพ่อนาคปรก เพราะจัดอยู่พื้นที่เดียวกัน ความมืดทำให้เราต้องเดินอย่างระมัดระวังเพราะอาจจะสะดุดล้มหรือชนคนอื่นได้ เอาหล่ะมาเริ่มกันที่สายบุญ ก็จะมีกิจกรรมสวดมนต์ ฟังเทศน์ จากพระเกจิชื่อดัง ได้แก่ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พระครูยติธรรมานุยุต เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ พระอาจารย์พยุงศักดิ์ ธีธมฺโม เจ้าอาวาสวัดป่าแดด และภิกษุวัดดิสหงษาราม (วัดมักกะสัน)

และขอพรจากหลวงพ่อนาคปรก ซึ่งมีการเล่าต่อกันมาว่าหลวงพ่อองค์นี้ได้ติดมากับขบวนรถสินค้าในสภาพครึ่งองค์คือ ส่วนเหนือเองขึ้นมา ส่วนฐานองค์ด้านหล่อได้หล่อขึ้นมาใหม่ คนงานที่โรงรถไฟฟ้ามักกะสันให้ความเคารพอย่างมาก

ในบริเวณนี้บางจุดมีการจัดฉากขึ้นมาใหม่เพื่อให้ดูมีความขลัง และความน่าตื่นเต้นของพื้นที่ อย่าง เวทีเล่าเรื่องสยองขวัญที่มีคนใจกล้าปักหลักรอฟังจำนวนมาก ต้นตะเคียน หรือเจ้าแม่ตะเคียนทอง ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีต้นตะเคียนที่ไหนก็จะจุดโรยแป้งหาเลขเสี่ยงดวงกัน ลานเล่นผีถ้วยแก้ว ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้คอยให้ความดูแลและนำเล่นด้วย ไปต่อกันที่ ทางผ่าน ชื่อโซนกิจกรรมที่หลายคนอยากมาลองวัดใจกับทางเดิน 33 เมตร มีเพียงตะเคียง 1 อันต่อผู้เข้าเล่นแค่ 3 คนเท่านั้น คอยให้แสงสว่างนำทาง จุดที่ดูมีความวังเวงและชวนขนลุกที่สุด ก็คือต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งของศาลดั้งเดิมไม่มีการเซ็ทใดๆ มองแค่แวบเดียวก็รู้สึกเหมือนมีใครคอยมองอยู่ตลอดเวลา ด้วยความเชื่อแบบไทยยกมือไหว้ปลอดภัยไว้ก่อน

ซึ่งในบริเวณศาลเป็นพื้นที่พักของนายช่างรถไฟที่รกร้างแล้ว แต่ก็ยังมีโครงสร้างของที่พักเดิม ทีมงานก็ได้มีการเซ็ทสถานที่ให้ดูน่ากลัว ด้วยความอยากลอง แต่ถามว่ากลัวไหม คำตอบคือมากใจเต้นรัวๆตลอดเวลา ถึงคิวปุ๊ปเรากำมือเพื่อนแน่นพร้อมกับก้มหน้าเดินอย่างเร็ว เผลอสบตากับผีนางรำประกอบกับเสียงซาวด์ก็ตกใจร้องกรี๊ด สองเท้าเดินสับๆออกไปจนถึงทางออก ถอนหายใจยาวๆ ยืนนิ่งสักพักแล้วบอกกับตัวเองว่าเก่งมาก จบกับการเดินเที่ยวทุกสายกลับบ้านสวดมนต์นอนได้ สำหรับใครที่พลาดรอติดตามว่าเทศกาลขนหัวลุก จะมีการจัดขึ้นอีกที่ไหน เชื่อว่าหลายคนคงอยากจะไปหาเที่ยวประสบการณ์ขนลุกๆแบบนี้แน่นอน

แหล่งที่มา : https://www.thaipost.net/news-update/152035/

แชร์โพสนี้
x